สถิติบอกว่าชัยชนะนัดที่ 30 เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

0
480
BRIGHTON, ENGLAND - JULY 08: Tariq Lamptey of Brighton and Hove Albion battles for possession with Alex Oxlade-Chamberlain of Liverpool during the Premier League match between Brighton & Hove Albion and Liverpool FC at American Express Community Stadium on July 08, 2020 in Brighton, England. Football Stadiums around Europe remain empty due to the Coronavirus Pandemic as Government social distancing laws prohibit fans inside venues resulting in all fixtures being played behind closed doors. (Photo by Paul Childs/Pool via Getty Images)

สถิติบอกว่าชัยชนะนัดที่ 30 เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

โดยเล่นถึงเกมที่ 34….ของเดิมคือแมนฯซิตี้ เมื่อสองปีก่อน

ชนะ 30 ใน 35 นัด…

นี่คือแต้มที่ 92 ขออีก 9 จะสร้างสถิติใหม่

ประเด็นคือจะสร้างได้มั้ยหรือไม่ได้สร้างอะไรอีก

ช่วงนี้เขียนถึงลิเวอร์พูลบ่อยนะครับ

ถือว่า “ฉลองแชมป์ ทีหายไป 30 ปี ละกัน

ไม่ใช่ว่าได้กันบ่อยๆ

55555

92 แต้ม...34 เกม...ชนะ 30

ก่อนแข่งกับไบรท์ตันนั่งอ่านสถิติลิเวอร์พูล…..ตกใจนิดหน่อย

เผลอแว้บเดียว 5 เกมนัดเยือนล่าสุดนั้นทีมไม่ชนะใครและยิงใครไม่ได้

อันนี้รวมทุกถ้วยนะครับ

แพ้ แอต.มาดริด 1-0

แพ้ วัตฟอร์ด 3-0

แพ้ เชลซี 2-0 (เอฟเอ คัพรอบห้า)

เสมอ เอฟเวอร์ตัน 0-0

แพ้ แมนฯซิตี้ 4-0

ไม่ชนะแล้วยังยิงประตู “นัดเยือน” ไม่ได้ นับเวลาได้ 7 ชั่วโมง 42 นาที

92 แต้ม...34 เกม...ชนะ 30

แถม ซาดิโอ มาเน่ ยังไม่เคยยิงไบรท์ตันได้อีกต่างหาก

ไบรท์ตันเป็นหนึ่งในสองทีมที่ มาเน่ ยิงไม่ได้ (อีกทีม โบโร่)

เจอคู่แข่ง 30 ทีม มาเน่ยิงได้ 28 ขาดสองทีมดังกล่าวนั่นแหละ

ซึ่งนัดนี้ลงมาเป็นตัวสำรอง…ก็ยังยิงไบรท์ตันไม่ได้ต่อไป

โอเค…นั่นคือด้านลบเชิงสถิติ แต่ด้านบวกคือไบรท์ตัน ไม่ชนะหงส์ใน 8 เกมล่าสุดทุกรายการ ถ้าเป็นลีกสูงสุด6 ครั้ง แพ้สามเสมอสาม เท่านั้น

อีกทั้ง…ไบรท์ตัน แพ้ “จ่าฝูง” ทั้งสี่เกมที่พวกเขาเจอทีมผู้นำตารางคะแนน

สองสามประเด็นก่อนเยือนไบรท์ตันนะครับ

1 ไบรท์ตัน น่าจะ “ลอยตัว” เมื่อแต้มก่อนลงสนามเท่ากับแต้มเมื่อจบซีซั่นก่อนคือ 36 ซึ่งพวกเขารอดตกชั้นหวุดหวิด

2 เจอร์เก้น คลHอปป์​ จะส่งชุดใหญ่มั้ย

3 JK มองไปยังฤดูกาลหน้าแล้วใช่หรือไม่…

คำตอบจากเกมครับ….

92 แต้ม...34 เกม...ชนะ 30

คำตอบ 1 ไบรท์ตัน “ลอยตัว”ได้ระดับหนึ่งเพราะเวสต์แฮม แพ้แต้มห่างโซนตกชั้นคือ แอสตัน วิลล่า 9 แต้ม เหลืออีกสี่นัด

แม้วิลล่า มีเกมในมือ…แต่คงไม่น่าพลิกล็อคชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ท็อปฟอร์มในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม…ไบรท์ตัน เจอการเพรสซิงของเด็กหงส์ มีส่วนทำให้เสีย 2 ลูกในสองนาที

คือพลาดเอง…แต่หลังจากโดนสองลูก พวกเขาตั้งสติได้ดีขึ้นจนตีไข่แตก

 คำตอบ 2 เจเค ไม่ได้จัดชุดใหญ่ลงสนามแบบเต็มสูบ

ซาดิโอ มาเน่ สำรอง เนโก้ วิลเลียมส์ ถูกจับมาเล่นแบ็กซ้าย แทน ร็อบโบ้ ที่พัก

เนโก้ เล่นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเกมแรก..หลังจากโดนเปลี่ยนลงสองเกม จาก 8 เกมที่มีชื่อติดทีมแต่ไม่ได้ลงสนาม

อเล็กซ์ อ๊อกส์เลด-แชมเบอร์เลน, เกอิต้า ชุดแรก ครึ่งแรกที่เจอ วิลล่า ลงต่อ ขณะที่ บ็อบบี้ และ เฮนโด้ กลับคืนสู่ทีม …

เท่ากับว่า 11 คนแรกไม่ใช่ full strength หรือเต็มสูบ แต่เป็นการส่งนักเตะที่ต้องการให้เป็นกำลังสำคัญของทีมลงสนามมากขึ้น

ปรับตัวกับรูปแบบของทีมมากขึ้น เช่น เมื่อ “เพรสซิง” แดนบน, แดนกลางทำไง

92 แต้ม...34 เกม...ชนะ 30

เกอิต้า คือนักเตะคนนั้น ประตู 1-0 น. 6 จากเกอิต้า แย่ง ดาวี พรอพเพอร์ ในเขตโทษ ก่อนไหลให้ โม ซาลาห์ ยิงง่ายๆ

จากนั้นอีก 2 นาที 20 วินาที ต่อมา เกอิต้า แย่งบอลแดนกลางได้ แล้วให้ ฟีร์มีโน่ ก่อนส่งต่อ ซาลาห์ และจบที่ เฮนโด้ ปั่นเข้าประตู อย่างงดงาม

2-0 จากการเพรสซิง ด้วยนักเตะชุดสองที่ชื่อ เกอิต้า นี่ตัวอย่างหนึ่งของการเตรียมทีมเพื่อให้พร้อม

อย่างเกมนี้…ถ้าเป็นจังหวะรับในแดน เฮนโด้ ยืนปักหลักตัวกลางกับ จีนี่ คอยสอดซ้อนฟูลแบ๊กสองข้าง….ถ้ามีจังหวะหลุด

ส่วน เกอิต้า คอยไล่บอลข้างหน้าสองคนนี้

แต่ถ้าบุกจีนี่ และ เกอิต้า ลุยขึ้นไปช่วยตัวรุก เพิ่มตัวแดนบน

รูปเกมโดยทั่วไปหลัง 8 นาทีแรก..ลิเวอร์พูล เล่นสบายเมื่อนำ 2-0 บางทีส่งบอลพลาดง่ายๆ …สมาธิหลุดไปหน่อย เลยโดนไบรท์ตัน โจมตีเกือบโดนตีไข่แตก

ในช่วงครึ่งชั่วโมง…แต่แล้วการเพรสสูงถึงแดนกลาง กองหลังยืนสูง เพื่อเพรสซิง แต่ ไบรท์ตัน แก้เพรส จากด้านซ้าย โดย ทอสซาร์ด บอลถ่ายมาด้านขวาตัวเอง โจมตีฝั่ง เนโก วิลเลียมส์ จนได้ประตู…2-1 เป็น ทอสซาร์ด นั่นเอง

ประตูนี้ วิลเลียมส์ จุดเริ่มต้นให้ แลมพ์ตี้ ครอส โกเมซ และ เทรนท์ ปล่อยให้ ทอสซาร์ด ยืนวอลเลย์ โล่งๆ สองคนเพลินดูบอล…ไม่ดูคน คือโดยตำแหน่งก็ โกเมซ ต้องอ่านเกม

92 แต้ม...34 เกม...ชนะ 30

    ประกาศผล “ตัวแทน”

 เนโก้ วิลเลียมส์ เล่น 45 นาที ตำแหน่งแบ๊กซ้าย ที่โดนเปลี่ยนออกคือ…โดนใบเหลืองติดตัว

มีโอกาสพลาดอยู่ไม่ครบเกมแน่….ถ้ายังเล่นต่อ

งานของเขาทั้งเติมเกมรุก , ไล่สกัดบอล, สอดซ้อน, บลอค ลูกได้เสีย จากทอสซาร์ด

ทั้งหลุดตำแหน่ง…จ่ายบอลเสีย และ ตาม แลมพ์ตีย์ ไม่ทัน ต้องฟาวล์ จนโดนเหลือง

ลูกตีไข่แตก เป็นจุดเริ่มต้นให้ ครอส เข้าไปข้างในได้ อาจก้าวเท้าไปบล็อคช้า

คะแนนเต็ม 10 แต้มให้ 5 สำหรับเด็ก 19 ปีที่ลงเล่นตัวจริงนัดแรก แถมยังต้องไปเล่นแบ๊กซ้ายข้างไม่ถนัด ใน 45 นาที

92 แต้ม...34 เกม...ชนะ 30

โจ โกเมซ

เหม่อ…ไม่โฟกัสเกม ไม่ค่อยอ่านเกม ลูกยิง ก็ไม่ประกบ ทอสซาร์ด ปล่อยว่างจนโดนยิงตีไข่แตก ..หลายจังหวะหนึ่งต่อหนึ่งโดนเลี้ยงหลบไม่ยากเลย

กระทั่งโดนใบเหลืองท้ายเกม…

ฟอร์มที่เคยเล่นได้ดีหายไป ยังเรียกกลับมาไม่ได้

 อ๊อกส์เลด…

เล่นตัวซ้าย แทน มาเน่ “ไม่มีบทบาท” ในการรุก 45 นาทีแรก

ครึ่งหลัง เล่นได้ 15 นาทีโดน ซาดิโอ มาเน่ เปลี่ยนตัวลงมาแทน

ยังต้องเหนื่อยต่อไปในการเล่นให้เข้ากับทีม

92 แต้ม...34 เกม...ชนะ 30

เกอิต้า…

สอง แอสซิสต์ในสองเกมติดต่อกัน

เล่นตามแผนเพรสซิงแดนบน, แดนกลาง มีส่วนกับสองประตู

วิ่งไปทั่วแดนกลาง..เพื่อทำงานหนัก

ครึ่งหลังจ่ายให้ ซาลาห์ หลุดเข้าไปยิงติดเซฟ แมตต์ ไรอัน ประตูไบรท์ตัน

เกอิต้า เล่น 60 นาที ถือว่าใช้ได้ เล่นตามแผนโค้ช

นั่นคือคำตอบที่สองว่า เจเค จัดชุดใหญ่มั้ย…

ส่วนคำตอบ 3 มันก็มีความเป็นไปได้ที่ คล็อปป์ มองถึงซีซั่นหน้าด้วย

หากจัดบางคนในชุดสอง รวมทั้ง “ดาวรุ่ง” พรุ่งนี้ สอดแทรกลงเล่นอย่างแบ๊กโฟร์ หยอด เนโก้ วิลเลียมส์ ลง

แดนกลางให้โอกาส เกอิต้า ลงต่อเนื่อง นัดก่อน แอสซิสต์ สุดคม แม้การมีส่วนร่วมยังไม่ถึงระดับที่น่าพอใจ

อ๊อกส์ ลงต่อแต่ถูกดันขึ้นไปเล่นตัวทำข้างบน แทน มาเน่

92 แต้ม...34 เกม...ชนะ 30

คำตอบ2+3 น่าจะเป็นไปในทิศทางนั้นเพียงแต่ “ใครลง” ก่อนหรือหลัง ก็ต้องเล่นเต็มที่ เพราะยังไงก็มี 5 คน ที่ไม่ครบ 90 นาที แน่ๆ

ถามว่า คลอปป์ คิดล่วงหน้าไปมั้ย ….ผมว่าโค้ชระดับโลกมองข้ามชอตละครับ

อีก 5 นัดที่เหลือ ไม่ได้ทิ้งแต่มันคือการ “เทสต์” ระบบ เทสต์ชุดนักเตะเพื่อให้พร้อม

โดย “เน้น” ผลแข่งขันต้องมาด้วย winning mentality หรือจิตวิญญาณในการเป็นผู้ชนะต้องมี

 ต้องไม่ลืมว่าพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้าย 26 ก.ค.

1 ส.ค. เอฟเอ คัพนัดชิง (หงส์ไม่เกี่ยว ไปเที่ยวกันละนั่น)

ส่วนนัดแรกของซีซั่น 2020-21 ยังไม่กำหนด

พรีเมียร์ลีกนัดประชุมตามปกติ วันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค.

ตอนนี้โปรแกรมคร่าวๆที่ยังไม่สรุปคือ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ เลือกไว้ 23 ส.ค.

นั่นหมายความว่า นัดเปิดซีซั่น คือ 7 วันจากตรงนั้น 31 ส.ค.

ส่วนตลาดนักเตะกำหนดวันปิดคร่าวๆ 5 ต.ค.

92 แต้ม...34 เกม...ชนะ 30

ยังไงรอผลการประชุมนะครับ…ว่าพรีเมียร์ลีกเขาจะจิ้มวันไหนชิงโลห์การกุศล

ซึ่งตอนนี้อาจมีปัญหาให้ปวดหัวขึ้นมาหากแชมป์เอฟเอ คัพ เป็นทีมหนึ่งทีมใดจากเมืองแมนเชสเตอร์ แล้วเกิดเข้าไปชิงสโมสรยุโรป ซึ่งจะเป็นช่วง 23 ส.ค.

ทำให้สมาคมฟุตบอลอังกฤษเตรียมแผนสำรองไว้..

เชิญ “แชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ” มาชิงโลห์ หรือ “รองแชมป์” เอฟเอ คัพ

ในอดีตเคยมีนะครับปี 1971 เลสเตอร์ แชมป์ดิวิชั่นสองเดิม ถูกเชิญมาให้เล่นในชื่อเดิมคือ แชริตี้ ชิลด์ กับ “รองแชมป์” เอฟเอ คัพ คือลิเวอร์พูล เนื่องจาก “ดับเบิลแชมป์” ปีนั้น เป็นอาร์เซนอล ไม่สะดวกมาเล่นแชริตี้ ชิลด์ เพราะมีโปรแกรมอุ่นเครื่องที่กำหนดไว้แล้ว

ต่อมา…สมาคมฟุตบอลอังกฤษจึงจัดให้ โลห์การกุศลเป็นโปรแกรมก่อนเปิดซีซั่น

เขียนมาตรงนี้นึกภาพออกนะครับว่า โปรแกรมซีซั่นหน้าจะมาเร็วกว่าปกติ

จบซีซั่นนี้ 26 ก.ค. มีเวลาให้เริ่มต้นซีซั่นใหม่เต็มที่ 6-7 สัปดาห์ครับ

ถ้าพรีเมียร์ลีกเริ่ม 11-12 ก.ย. นับปฏิทินจะได้ประมาณ 7 สัปดาห์

92 แต้ม...34 เกม...ชนะ 30

มันเป็นช่วงเวลาไม่ปกติในการวางแผนงานและทำทีมฟุตบอล

ให้นักเตะพักกี่สัปดาห์ ซ้อมกี่สัปดาห์

ในเมื่อ 9 นัด “รีสตาร์ท” เหมือนเดินเครื่องไปแล้ว

เชื่อเถอะ คล็อปป์ มองไปยังซีซั่นหน้าเรียบร้อยแล้ว…

ห้านัดที่เหลือ รวมทั้งเตะไบรท์ตันไปแล้ว…จึงเป็นการ “เทสต์”ทีม

สำหรับนักเตะที่ต้องพร้อมมาเป็นศักยภาพของทีมแทนตัวหลัก

เพียงแต่ “ใครลง” ต้องเต็มที่ ผลออกแบบไหนว่ากัน

คงไม่ไปคิดเรื่อง “สถิติ” อย่างที่นักข่าวจุดประเด็นและแฟนต้องการ

ดังนั้น ถ้ากรอบเวลาต่อการเริ่มต้นซีซั่นใหม่คือ 6-7 วีค

JK มีแผนงานสำหรับซีซั่นที่ เขาได้ประกาศแล้วว่า….

“ไม่ได้ป้องกันแชมป์” แต่ “จะล่าแชมป์”

 

Add friend ที่ @1XSUPPORT

ผู้สนับสนุนบาเซโลนาอย่างเป็นทางการ คิดจะเล่น เล่นกับ 1XBET  สมัครที่นี่ 

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here