ชำแหละเกมลิเวอร์พูลบุกเจ๊าเดือดเชลซี

ชำแหละเกมลิเวอร์พูลบุกเจ๊าเดือดเชลซี

0
124

เมื่อถูกจ่าฝูงอย่าง แมนฯ ซิตี้ ทิ้งห่างเป็นสิบแต้ม สถานการณ์บังคับให้ทั้ง เชลซี กับ ลิเวอร์พูล ต้องเอาชนะกันให้จงได้ แต่สุดท้ายก็กินกันไม่ลงในเกมที่มีอัตราความเมามันระดับ 80,000 ตีนถีบ

1. ก่อนอื่นอยากให้ดูขุมกำลังของทั้ง 2 ทีม

ชำแหละเกมลิเวอร์พูลบุกเจ๊าเดือดเชลซี

เจ้าบ้านอย่างสิงห์บลูส์ปราศจาก ‘วิงแบ็ค’ ตัวหลักอย่าง รีซ เจมส์ กับ เบน ชิลเวลล์ ที่เจ็บยาวจนต้องขยับเอา เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ออกไปเล่นทางขวา มาร์กอส อลอนโซ่ ทางซ้าย แล้วส่ง เทรเวอร์ ชาโลบาห์ ลงเป็นเซ็นเตอร์ฯ ตัวจริงในระบบ 3-4-3

ตรงกลางให้ มาเตโอ โควาซิช จับคู่กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แทนจอมสังหารจุดโทษอย่าง จอร์จินโญ่

แดนบนมี คริสเตียน พูลิซิช กับ เมสัน เมาต์ เป็นตัวรุก โดยต้องใช้ ไค ฮาแวร์ตซ์ เป็นกองหน้า (ตัวปลอม) แทน โรเมลู ลูกากู ที่ถูกตัดออกจากทีม เพราะดันเผยความในใจของ ต้อม เรนโบว์ ว่าผู้จัดการทีมวางระบบการเล่นที่ไม่เหมาะกับตนเอง

หงส์แดงทีมเยือนก็ขาดตัวสำคัญไปหลายคนเหมือนกัน

อลิสซง เบ็คเกอร์, โฌแอล มาติ๊ป, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และทาคูมิ มินามิโนะ หายไปอย่างกระทันหัน คาดว่าจะจะถูกโคขวิด

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ก็ยังไม่พ้นโทษแบน ขณะที่ ติอาโก้ อัลคันตาร่า ก็ยังไม่หายเจ็บ

เท่านั้นไม่พอ

ชำแหละเกมลิเวอร์พูลบุกเจ๊าเดือดเชลซี

หัวเรือใหญ่อย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ถูกไวรัสเฮงซวยลักพาตัวไปอีกจนต้องให้มือขวาคุมทีมแทน

นายทวารต้องใช้ดาวรุ่ง

เซ็นเตอร์ฯ ต้องใช้ อิบราฮิมา โกนาเต้

แดนกลางประกอบด้วย เจมส์ มิลเนอร์, ฟาบินโญ่ และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน

ส่วน 3 กองหน้า โม ซาล่าห์ – ดิโอโก้ โชต้า – ซาดิโอ มาเน่

เทียบขุมกำลังกันแล้วถือว่าพอฟัดพอเหวี่ยง ขณะที่ฟอร์มล่าสุดของทั้ง 2 ทีมไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ เมื่อ เชลซี ทิ้งแต้มที่ตัวเองควรจะได้แบบเรี่ยราด ลิเวอร์พูล ก็ไม่ชนะมา 2 นัด

2. เชลซี เริ่มต้นได้อย่างมีความหวังด้วยการครองบอลบุกมากกว่า แม้ทีมเยือนจะพยายามบีบสูงพลางเพรสซิ่งใส่แล้วก็ตาม

เหตุเพราะทีมสิงห์น้ำเงินต่อบอลกันแม่นยำจึงแก้เพรสซิ่งของหงส์แดงได้ตลอด คู่กลางอย่าง มาเตโอ โควาซิช กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ บวกตัวรุกอย่าง เมสัน เมาต์ และ คริสเตียน พูลิซิช คุมเกมเหนือกว่า

ชำแหละเกมลิเวอร์พูลบุกเจ๊าเดือดเชลซี

ปัญหาคือพวกเขาหาจังหวะจบไม่ได้ แถมไม่สร้างความกดดันให้แผงหลังคู่แข่ง

การขาดหน้าเป้าอย่าง ‘พี่ตู้’ ส่งผลชัดเจน เพราะกองหน้าตัวปลอมอย่าง ไค ฮาแวร์ตซ์ เหมือนไม่มีตัวตนอยู่บนฟลอร์หญ้า กระทุ้งเกมรับของ ลิเวอร์พูล ให้ยวบยาบไม่ได้เลย

ในทางตรงกันข้าม แม้นจะครองบอลน้อยกว่า แต่พลพรรคเครื่องจักรสีแดงมีเกมรุกที่เปี่ยมประสิทธิภาพ พวกเขาสามารถใช้จังหวะฉาบฉวยทำลายตาข่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องครองบอลมาก

นี่คือความอันตรายของ ลิเวอร์พูล

3. ทันใดพวก เดอะ ค๊อป ก็ขึ้นนำก่อน !!!

ความแตกต่างคือการฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของคู่แข่งที่เด็ดขาดกว่า

ชำแหละเกมลิเวอร์พูลบุกเจ๊าเดือดเชลซี

ลิเวอร์พูล พลาดก่อนนะครับ เมื่อ เทรนต์ เอเอ สกัดบอลพลาดทะลักมาเข้าทางของ คริสเตียน พูลิซิช ทว่าดาวเตะผู้นี้กลับเอาผลส้มที่หล่นมาตรงหน้าไปโยนทิ้งถังขยะซะอย่างนั้น

ต่อเมื่อ เชลซี พลาดบ้างในจังหวะที่ เทรเวอร์ ชาโลบาห์ สกัดไม่ขาด ลิเวอร์พูล สามารถฉกฉวยด้วยการทำประตู ไม่ใช่แค่ 1-0 แต่ 2-0 กันเลยทีเดียว

นาทีนั้นท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมอุทานในใจแบบสุภาพๆ ว่า ‘เชี่ยนะคะ’

การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เชลซี น่าจะจบลงแล้ว

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การไล่มาเป็น 2-1 จากลูกยิงที่พากย์ว่า ‘บานาน่า ชู๊ต’ ของ มาเตโอ โควาซิช นี่แหละ

มันเป็นการยิงที่มหัศจรรย์ระดับเจ้าที่เจ้าทางจับยัดที่เหนือกว่าผีจับยัด คือวอลเล่ย์ลูกที่ลอยโด่งมาด้วยหลังเท้า ลูกเหินขึ้นฟ้าแล้วฮุกลงไปเสียบใต้คานชนิดที่ ซึบาสะ กับ เฮียวงะ แห่งเจ้าหนูสิงห์นักเตะยังต้องยกมือไหว้

มั่นใจแบบเต็มประดาว่าให้ยิงอีก 20 ครั้งก็คงทำไม่ได้เหมือนเดิมแน่

ว่าแล้วโมเมนตั้มก็เหวี่ยงมาที่ เชลซี โดยพลัน

4. เมื่อ เชลซี กำลังได้ใจ

สิ่งที่ ลิเวอร์พูล ต้องทำในสถานการณ์นั้นคือรักษาสกอร์นำให้ผ่านพ้นครึ่งแรกไปก่อน

บางทีอาจด้วยการเล่นเกมรับอย่างรัดกุม และระมัดระวังเป็นพิเศษ

ชำแหละเกมลิเวอร์พูลบุกเจ๊าเดือดเชลซี

แต่พวกเขากลับพยายามเล่นเกมรุกตามสไตล์ตัวเองเหมือนเดิม ด้วยการดันแผงหลังขึ้นสูงมากเกินไปจนถูกตีเสมอเป็น 2-2 ก่อนจบครึ่งแรก

ครึ่งหลังเป็น เชลซี ที่ครองบอลบุกมากกว่า ขณะที่ ลิเวอร์พูล หาจังหวะตอบโต้ด้วยความเร็วและความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่น

แผนกเกมรุกเป็นระยะในเกมที่นายทวารของทั้ง 2 ทีมต่างเซฟลูกอันตรายได้อย่างเฉียดฉิว โดยเฉพาะ เอดูอาร์ เมนดี้ ของเจ้าถิ่นที่เหนียวโคตรๆ

แดนกลางของสิงห์บลูส์เหนือกว่าชัดเจน แถมช่วงท้ายเกม โธมัส ทูเคิ่ล ปรับหมากใหม่เป็น 3-5-2 โดยการถ่าง คริสเตียน พูลิซิช มาเป็นวิงแบ็คขวาพลางส่ง จอร์จินโญ่ ลงมาเสริมกลาง เพื่อให้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ มาเตโอ โควาซิช เติมเกมรุกแบบเต็มตัว

น่าเสียดายที่จบไม่ลงจนอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีหัวหอกขนานแท้อย่าง โรเมลู ลูกากู

บางทีพวกเขาอาจเป็นผู้ชนะไปแล้ว…ก็…เป็น…ได้

5. จริงๆ การบุกมาควัก 1 แต้มออกจาก สแตมฟอร์ด บริดจ์ ของ ลิเวอร์พูล ถือว่าไม่น่าเกลียดอะไรเลยนะครับ

เช่นเดียวกับ เชลซี ที่น่าจะพอใจในผลเสมอมิใช่น้อย หากมองว่าคู่แข่งคือหงส์แดงที่ตัวเองพ่ายแพ้เป็นประจำ

ชำแหละเกมลิเวอร์พูลบุกเจ๊าเดือดเชลซี

มันควรเป็น 1 แต้มที่ต่างฝ่ายต่างปลาบปลื้ม

แต่คงไม่ใช่ในสถานการณ์ที่ก่อนเกมถูกลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่นั่งกระดิกนิ้วตีนจิบไวน์ดูอยํบนภูทิ้งห่างไปมากขนาดนี้

เชลซี กับ ลิเวอร์พูล จึงเสมอหนึ่งเป็นผู้แพ้ทั้งคู่

ส่วนแชมป์ เอ๊ย! ผู้ชนะคือ แมนฯ ซิตี้

    “บอ.บู๋” 

CR. SIAMSPORT THANK YOU

เว็บบอล ,บอลวันนี้ ,ทางเข้า1XBET ,1XBET

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here